วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

บันทึกที่13 


วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ.2563
เวลา 13:30 - 16:30 น.


ในสัปดาห์นี้เป็นการเรียนการสอนครั้งสุดท้ายอาจารย์ได้อธิบาย

กำหนดการส่งงาน กำหนดการสอบ




ประเมินอาจารย์ : อาจารย์อธิบายงานได้ละเอียด
ประเมินเพื่อน   : เพื่อนๆตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน
ประเมินตนเอง  : ตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน

บันทึกที่12

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563
เวลา 13:30 - 16:30 น.

ในสัปดาห์นี้อาจารย์ให้ส่งแบบสีงเกตคนละ1แผ่นก่อนเพื่อเช็คความเรียบร้อย เผื่อใครมีข้อผิดพลาดหรือข้อสงสัยอะไร อาจารย์จะได้ให้คำนี้แนะถูก



ประเมินอาจารย์ : อาจารย์อธิบายงานได้ละเอียด
ประเมินเพื่อน   : เพื่อนๆตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน
ประเมินตนเอง  : ตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน



บันทึกที่11

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2563
เวลา 13:30 - 16:30 น.

ในสัปดาห์นี้อาจารย์เปิดโอกาสให้นักศึกษาถามในส่วนที่ยังสงสัย หรือมีปัญหาในการสังเกต
ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนมีปัญหาจากการสังเกต เนื่องจากต้องสังเกตจากคลิป และไลฟ์สด จึงไม่สะดวกสักเท่าไหร่


ประเมินอาจารย์  อาจารย์อธิบายให้นักศึกษาเข้าใจได้ดี
ประเมินเพื่อน  สนใจทำงานที่ได้รับเต็มความสามารถ
ประเมินตนเอง สนใจงานที่ได้ทำอย่างดี


บันทึกที่10

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2563
เวลา 13:30 - 16:30 น.

  สัปดาห์นี้อาจารย์ได้ให้ส่งงานที่มอบหมาย พร้อมอธิบายเกี่ยวกับการทำแบบสังเกตพฤติกรรมของเด็กทั้ง4ด้านพร้อมมอบหมายงานให้นักศึกษาทำ แบบสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัยให้ทำการสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัย โดยใช้ แบบสังเกตตามแบบ 3  แบบ  1 แบบทะเบียนพฤติการณ์ 2 แบบสังเกตเเบบต่อเนื่อง  3 เเบบบันทึกสังเกตพฤติกรรมของเด็กปฐมวัย  4 ชุดสุดท้ายคือแบบสังเกต

งานที่มอบหมายส่งในอาทิตย์นี้


ประเมินอาจารย์ : อาจารย์ตั้งใจสอนอธิบายได้ละเอียดเปิดโอกาสให้ได้ถาม
ประเมินเพื่อน   : เพื่อนๆตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน
ประเมินตนเอง  : ตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน



บันทึกที่9

วันศุกร์ ที่27มีนาคม พ.ศ.2563
เวลา 13:30 - 16:30 น.
เนื้อหา
  สัปดาห์นี้เรียนเนื้อหา เรื่อง การศึกษาพฤติกรรมเด็กปฐมวัย 

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลี้ยงดูเด็ก
     - พ่อแม่
     - ภูมิหลังของพ่อแม่                                                          
     - จิตวิทยาการเลี้ยงดู
     - ความรู้เกี่ยวกับวิธีการดูแลเด็ก
     - เด็ก
     - การเลี้ยงดูเด็กที่ผิดปกติ
     - ความผูกพันและวิธีการเลี้ยงดู

หลักการสังเกตว่าพฤติกรรมใดเป็นปัญหา
     - อายุและเกณฑ์ปกติของพัฒนาการ
     - ชนิดของพฤติกรรม
     - ความบ่อยหรือความถี่ของพฤติกรรม
     - ความรุนแรงที่แสดงออก
     - ขีดความอดทนของพ่อแม่ ครู ผู้ดูแลเด็ก
สุขนิสัยการนอนที่ดี      
 1.   กำหนดเวลานอนที่ชัดเจน
 2.   กิจกรรมก่อนนอนควรเป็นกิจกรรมที่สงบไม่กระตุ้นเด็กและปฏิบัติเป็นประจำ
 3.   สอนให้ลูกเข้านอนเอง
 4.   ห้องนอนควรเป็นห้องนอนอย่างเดียว
 5   ตั้งกฏเกณฑ์ว่าเมื่อเข้านอนแล้วไม่มีการลุกมาอีก

พฤติกรรมที่เป็นปัญหา
     - การร้องกลั้นหายใจ
     - การร้องอาละวาด
     - การดูดนิ้ว
     - เด็กขี้อาย
     - เด็กขี้อิจฉา
     - เด็กพูดปด
     - เด็กเล่นอวัยวะเพศ
     - เด็กดื้อ
     - คำหยาบ
     - เด็กก้าวร้าว
     - ปัญหาการกินในเด็ก  เด็กเบื่ออาหาร
     - ปัญหาการนอนในเด็ก

การประเมิน
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์ตั้งใจสอนอธิบายได้ละเอียด
ประเมินเพื่อน   : เพื่อนๆตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน
ประเมินตนเอง  : ตั้งใจฟังที่อาจารย์สอน


บันทึกที่8

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563
เวลา 13:30 - 16:30 น.
 เนื้อหา

                    สัปดาห์นี้เป็นการเรียนออนไลน์ครั้งแรกที่ได้เรียนออนไลน์เนื่องจากมีสถานการณ์โควิด อาจารย์จึงได้ไลฟ์สดสอนโดนอาจารย์ได้พาไปสังเกตุพฤติกรรมเด็กว่ามีการทำอะไรบ้าง  การแสดงออกทางการกระทำ การพูด   หลังจากนั้นอาจารย์ก็ได้ให้สังเกตุพฤติกรรมเด็กจากในคลิปที่อาจารย์ส่งมาในกลุ่มเรียน ซึ่งเด็กมีพฤติกรรมดังนี้
                  พฤติกรรมเด็กคือเด็กได้เลียนแบบพฤติกรรมจากสิ่งของที่อยู่ข้างหน้า คือการหมุนตัวตามตุ๊กตายีราฟเหมือนกันกับทฤษฎีของ แบนดูรา ที่เชื่อว่าการเรียนรู้ส่วนใหญ่มาจากการสังเกต การจดจำหรือการเลียนแบบตามสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว





การประเมิน
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์พยายามทำข้อตกลงในการเรียนออนไลน์ และพยายามถ่ายทอดความรู้ให้เข้าใจกันทุกคน
ประเมินเพื่อน : ตั้งใจฟังอาจารย์สอน
ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียน และทบทวนความรู้

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

บทความที่7

13มีนาคม 2563
เวลาเรียน 13:30-16:30น.

วันนี้เป็นการนำเสนอวิจัย
งานวิจัยเรื่องการศึกษาพฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต

การศึกษาระดับ
     ชั้นอนุบาล2

มหาวิทยาลัย
     มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ       

ชื่อผู้วิจัย
     ศรีวิไล เชาวน์ปรีชา

ปีการศึกษา
     2550

ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหาการวิจัย
     ประเด็นที่ 1 : เนื่องจากครูโดยทั่วไปมุ่งสอนเนื้อหามากกว่าสร้างเสริมลักษณะนิสัยของเด็กด้านพฤติกรรม                         ความสุข
     ประเด็นที่ 2 : ครูควรส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีความสุขสนุกชวนให้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
     ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ตั้งความมุ่งหมาย เพื่อศึกษาพฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัยก่อน
และหลังการใช้กิจกรรมการศึกษาคุณค่าเพื่อชีวิตโดยรวมและจำแนกเป็นหลายด้าน คือ
     1. สนุกสนานกับประสบการณ์แห่งความสุข
     2. เพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับความสุข
     3. เสริมสร้างทักษะทางสังคมสำหรับความสัมพันธ์ที่เป็นความสุข

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
     เพื่อศึกษาพฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้กิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต โดยรวมและจำแนกเป็นหลายด้าน คือ ด้านสนุกสนานกับประสบการณ์แห่งความสุข ด้านเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับความสุข และด้านเสริมสร้างทักษะสังคมสำหรับความสัมพันธ์ที่มีความสุข

ขอบเขตของการศึกษาวิจัย
     1. ประชากร
               ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชาย – หญิง อายุระหว่าง 5 – 6 ปี กำลัง
ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขำ)
แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร
จำนวน 4 ห้องเรียน จำนวน นักเรียน 140 คน
     2. กลุ่มตัวอย่าง 
               กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชาย – หญิง อายุระหว่าง 5 – 6 ปีกำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขำ) แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มาโดยวิธีสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) มา 1 ห้องเรียน จากจำนวน 4 ห้องเรียน และสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลากนักเรียนห้องที่สุ่มได้ เพื่อจัดเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 15 คน

ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
     ตัวแปรอิสระ/ตัวแปรต้น /ตัวจัดกระทำ
     การใช้กิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต
     ตัวแปรตาม      พฤติกรรมความสุข

นิยามศัพท์เฉพาะ
     1. เด็กปฐมวัย หมายถึง นักเรียนชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขำ) แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ
กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร
     2. พฤติกรรมความสุข หมายถึง การแสดงออกมาที่สะท้อนถึงความสุขอยู่ในระหว่างที่ได้จัด
กิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต หมวดบทเรียนความสุข โดยแสดงความรู้สึกเป็นการตอบด้วยถ้อยคำ และการแสดง
พฤติกรรมการปฏิบัติตน เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่านักเรียนมีพฤติกรรมความสุข ซึ่งวัดโดยแบบสังเกตที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

สมมุติฐานการวิจัย
     เด็กปฐมวัยที่ได้รับการใช้กิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิตมีพฤติกรรมความสุขสูงขึ้น

งานวิจัยนี้นำแนวคิดทฤษฏีทางการศึกษาพฤติกรรมใดมาใช้บ้าง
     1. สร้างความรักและศรัทธา ต่อการเรียนเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะจะช่วยให้นักเรียนเกิด
ความรัก ความสนใจต่อบทเรียน ต่อครู และผู้ร่วมเรียน การสร้างศรัทธาจะเกิดขึ้นได้ โดยการสร้างความ
เข้าใจที่ตรงกัน ครูต้องเข้าใจนักเรียน ครูต้องเข้าใจตนเอง รู้บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ รู้สภาพ
ของตัวเอง
     2. เห็นคุณค่าจากการเรียนรู้ การเรียนของเด็กจะประสบความสำเร็จ เมื่อเขาเห็นคุณค่า
ของการเรียนรู้ว่าเรียนไปทำไม เรียนไปเพื่ออะไร เรียนแล้วได้อะไร เรียนแล้วจะเป็นอะไร เด็กจะเห็นว่า
บทเรียนแต่ละบทมีคุณค่าก็ต่อเมื่อสิ่งที่เขาเรียนนั้นเป็นประโยชน์ และมีความหมายต่อตัวเอง
     3. เปิดประตูสู่ธรรมชาติ การเรียนแต่เฉพาะในห้องเรียนบางครั้งอาจจะรู้สึกคับแคบและ
อึดอัดทั้งครูและเด็กจะรู้สึกสดชื่น และมีชีวิตชีวาขึ้นหากได้มีการออกไปนอกห้องเรียน เด็กนั้นตามธรรมชาติของเขาเป็นนักค้นคว้า และชอบเสาะแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับโลกรอบตัว
     4. ความมุ่งมาดและมั่นคง การรู้จักตัวเอง รู้จุดดี จุดด้อยของตน ยอมรับสภาวะแห่งตน
ไม่ดูถูกตนเอง ไม่โทษคนรอบข้าง ใจกว้าง และพร้อมจะปรับปรุงแก้ไขรู้จักระงับอารมณ์ มั่นใจและตั้งใจจริง ย่อมจะนำความสำเร็จในชีวิต

วิธีดำเนินการวิจัย
     ประชากร
          ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขำ) แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 4 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 140 คน
กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปีที่กำลังศึกษาอยู่ชั้น อนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนวัดอ่างแก้ว (จีบ ปานขำ) แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มาโดยวิธีสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) มา 1 ห้องเรียน จากจำนวน 4 ห้องเรียน และสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยทำการจับฉลากนักเรียนห้องที่สุ่มได้ เพื่อจัดเป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 15 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
     1. แผนการจัดกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต
     2. แบบสังเกตพฤติกรรมความสุข

การดำเนินการวิจัย
     ในการวิจัยเรื่องการศึกษาพฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต
ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาตามลำดับขั้นตอนดังนี้
     1. การกำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่าง
     2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
     3. การเก็บรวบรวมข้อมูล4. การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล
     ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป
     1. วิเคราะห์หาสถิติพื้นฐานของพฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัย
     2. เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนพฤติกรรมความสุข ก่อน – หลัง โดยใช้สูตร (t – test dependent )

การวิเคราะห์ข้อมูล
     1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัย
หาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบสังเกตพฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัยโดยใช้ดัชนี
ความสอดคล้องระหว่างลักษณะพฤติกรรมกับจุดประสงค์ (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. 2526 : 89)
( IOC = N , Σ R ) เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างลักษณะพฤติกรรมกับจุดประสงค์
Σ R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ

สรุปผลการวิจัย
     จากการวิเคราะห์ข้อมูลสรุปได้ดังนี้
     1. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต มีพฤติกรรมความสุขโดยรวมหลังการ
ทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
     2. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต มีพฤติกรรมความสุข ด้านสนุกสนานกับ
ประสบการณ์แห่งความสุข ด้านเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับความสุข ด้านเสริมสร้างทักษะทางสังคมสำหรับ
ความสัมพันธ์ที่เป็นความสุข เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ
สอดคล้องกับการสังเกตพฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัยขณะร่วมกิจกรรมที่ครูบันทึกไว้

ข้อเสนอแนะ
     1. การจัดทำแผ่นภาพกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิตที่แสดงออกถึงพฤติกรรมความสุขมาติดใน
ห้องเรียน ให้อยู่ระดับสายตา เป็นสื่อที่ดีให้เด็กเข้าไปศึกษาเพิ่มเติม
     2. การใช้คำพูดที่เป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรม
     3. ครูผู้สอนต้องทำตนเองให้มีคุณสมบัติที่สร้างบรรยากาศที่มีคุณค่าเป็นพื้นฐาน เป็นการ
สนับสนุนให้เด็กพัฒนาพฤติกรรมความสุขให้มากที่สุด
     4. ครูผู้สอนสามารถนำแผนการจัดกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิตไปประยุกต์ใช้ร่วมกับการจัด
กิจกรรมหลักของเด็กปฐมวัยในแต่ละวันได้

เอกสารอ้างอิง / บรรณานุกรม
http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Ear_Chi_Ed/Sriwilai_C.pdf


สะท้อนองค์ความรู้ที่ได้จากวิจัย
     1. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต มีพฤติกรรมความสุขโดยรวมหลังการ
ทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
     2. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมคุณค่าเพื่อชีวิต มีพฤติกรรมความสุข ด้านสนุกสนานกับ
ประสบการณ์แห่งความสุข ด้านเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับความสุข ด้านเสริมสร้างทักษะทางสังคมสำหรับ
ความสัมพันธ์ที่เป็นความสุข เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ


สอดคล้องกับการสังเกตพฤติกรรมความสุขของเด็กปฐมวัยขณะร่วมกิจกรรมที่ครูบันทึกไว้

บันทึกครั้งที่6 


วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์
เวลาเรียน 13:30-16:30น.

เนื้อหาในสัปดาห์นี้เป็นการนำเสนอบทความของตนเองที่อ.ได้มอบหมายในอาทิตย์ที่แล้ว
บทความเรื่อง 10 วิธีปรับพฤติกรรมเด็กดื้อเด็กซน
สาเหตุของพฤติกรรมดื้อซน

1. ปรับสิ่งแวดล้อม ผู้เลี้ยงดูควรปรับสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น และจะได้ไม่ต้องเหนื่อยในการห้ามปรามหรือพูดสั่งเด็กบ่อยๆ ว่า “ไม่” “ทำไม่ได้” “อย่านะ” และยังป้องกันการเกิดอารมณ์เสียต่อกัน เช่น การเก็บยา สารเคมี เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแก้ว ของมีคมต่าง ๆ ให้พ้นมือเด็ก เนื่องจากเด็กวัยนี้ชอบปีนป่ายสำรวจสิ่งของอยู่แล้ว หรือจัดสถานที่เล่นให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เอาของเล่น หรือสิ่งของที่อาจก่อให้เกิดอันตรายออกไป เป็นต้น

2. จัดกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ เช่น จัดตารางการกิน การนอนให้เป็นเวลา เพื่อช่วยให้เด็กปรับตัวได้ง่ายขึ้น ร่วมมือมากขึ้นในการทำกิจวัตรต่างๆ

3. เบี่ยงเบนความสนใจ เป็นวิธีที่ได้ผลดีในเด็กเล็ก เพราะเด็กยังมีความสนใจ หรือสมาธิค่อนข้างสั้น จึงสามารถใช้วิธีเบี่ยงเบนให้เด็กหันไปสนใจอย่างอื่นแทน เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการได้ เช่น หากเด็กกำลังเล่นของที่แตกหัก ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ อาจชวนให้เด็กเล่นอย่างอื่นแทน หรือหากเด็กกำลังจะเข้า

4. ชี้แนะ โดยการบอกหรือสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ และหาทางออกให้เด็กรู้ด้วยว่าควรทำอย่างไรแทน เช่น หากเด็กกำลังขีดเขียนเล่นบนหนังสือ ผู้ใหญ่ควรรีบเอาหนังสือออก และบอกเด็กว่า “เขียนบนหนังสือไม่ได้” แล้วหากระดาษหรือสมุดวาดเขียนให้เด็กเขียนหรือวาดรูปแทน เป็นต้น

5. ไม่สนใจหรือเพิกเฉย ใช้เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ โดยที่พฤติกรรมนั้นต้องไม่เป็นอันตรายต่อตัวเด็กเอง ต่อผู้อื่นหรือสิ่งของ เช่น เมื่อเด็กร้องไห้อาละวาดอยู่ที่พื้นเพราะไม่ได้ดั่งใจ ไม่ควรตามใจเด็ก ควร ปล่อยให้เด็กร้องไปเรื่อยๆ และทำเป็นไม่สนใจ แต่อยู่ในสายตาว่าเด็กปลอดภัยดี สักพักเด็กจะหยุดร้องไปเอง เมื่อเด็กหยุดร้องแล้วถึงจะเข้าไปหาเด็ก พูดคุยถึงวิธีแก้ปัญหาหรือชวนทำกิจกรรมอื่นต่อไป แต่ไม่ใช่เข้าไปโอ๋หรือต่อรองกับเด็ก

6. การให้ได้รับผลตามธรรมชาติและการให้รับผิดชอบผลของการกระทำ จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองต่อไป เช่น หากเด็กไม่ยอมกินข้าว ก็ต้องปล่อยให้เด็กรู้จักความรู้สึกหิว เด็กจะได้ยอมกินอาหารมื้อต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม หากพฤติกรรมใดที่ก่อให้เกิดผลตามธรรมชาติที่รุนแรง ก็ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น ต้องหยุดพฤติกรรมนั้นทันที เช่น หากเด็กจะปีนป่ายที่สูงแล้วอาจตกลงมาศีรษะแตกหรือขาหัก เป็นต้น

7. การเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็ก อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น เด็กวัยนี้ชอบเลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่อยู่แล้ว การที่ผู้ใหญ่หรือคนในบ้านแสดงพฤติกรรมที่ดีอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าเด็กอาจจะยังไม่เข้าใจเหตุผลของการกระทำทั้งหมดก็ตาม แต่เด็กจะค่อยๆ เรียนรู้และซึมซับว่าการที่ผู้ใหญ่ทำพฤติกรรมดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่สมควรทำตามและเป็นที่ยอมรับ เช่น การที่ผู้ใหญ่เล่นกับสัตว์เลี้ยงที่บ้านอย่างนุ่มนวล การพูดคุยในบ้านด้วยถ้อยคำที่สุภาพ การเข้านอนหรือทานอาหารเป็นเวลา เป็นต้น

8. การแยกให้อยู่ตามลำพังชั่วคราว (Time out) ใช้ได้ผลดีในเด็กอายุประมาณ 2-10 ปี เมื่อเด็กทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้เด็กแยกออกมาอยู่ตามลำพังชั่วคราวเพื่อสงบอารมณ์ โดยมีวิธีการดังนี้
เตือนบอกล่วงหน้าว่าจะให้เด็กทำอะไร เช่น “ลูกต้องหยุดขว้างของเล่นเดี๋ยวนี้ แล้วไปนั่งที่เก้าอี้นั่น”
หากเด็กไม่ยอมไปนั่งเอง ให้จูงมือหรืออุ้มเด็กไปนั่งที่เก้าอี้หรือจุดสงบที่เตรียมไว้ ในเด็กเล็กๆ อาจจะให้เด็กนั่งที่จุดเดิมก็ได้ แต่ควรเอาสิ่งของอื่นๆ หรือของเล่นออกไปจากบริเวณนั้นด้วย
กำหนดเวลาให้เด็กรู้ว่าต้องนั่งสงบนานเท่าไร โดยทั่วไปจะให้นั่งเป็นเวลานานเท่ากับอายุของเด็กเป็นปี แต่ไม่ควรเกิน 10 นาที เช่น เด็กอายุ 3 ปี ให้นั่งนาน 3 นาที เป็นต้น เนื่องจากในเด็กเล็กอาจยังไม่เข้าใจเรื่องเวลา ควรหานาฬิกาใหญ่ๆ มาตั้งใกล้ๆ และชี้ให้เด็กดูเข็มนาฬิกาแทนว่าต้องนั่งนานเท่าใด
ระหว่างให้เด็กนั่งสงบ ไม่ควรให้ความสนใจหรือพูดโต้ตอบกับเด็ก ไม่ควรให้เด็กนั่งอยู่ในบริเวณที่มีของเล่น โทรทัศน์ หรือสิ่งเพลิดเพลินอื่นๆ และไม่ควรขังเด็กในห้องน้ำหรือห้องมืดต่างๆ ด้วย
เมื่อหมดเวลาแล้ว ควรให้ความสนใจกับเด็กทันที พูดคุยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สอนให้เด็กรู้ว่าคราวหน้าควรปฏิบัติอย่างไรแทน ไม่ควรใส่อารมณ์หรือพูดยั่วยุให้เด็กโมโหต่อ

9. การให้แรงเสริมทางบวก คือการให้คำชมเชยผ่านทางคำพูดหรือการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง เช่น การโอบกอด ลูบศีรษะ การชมเด็กควรทำด้วยความจริงใจและเจาะจงกับพฤติกรรมที่เด็กทำด้วย เด็กจะได้รู้ว่าผู้ใหญ่ให้ความสนใจกับเรื่องอะไร เด็กจะเรียนรู้และพยายามทำพฤติกรรมนั้นต่อ ระมัดระวังการพูดเสียดสีหรือเปรียบเทียบเด็กกับผู้อื่นในขณะที่ชมเด็กด้วย

ตัวอย่างคำชมที่ถูกต้อง เช่น “ลูกโอ๋เก่งมากเลยที่เล่นเสร็จแล้วเก็บของเข้ากล่องได้เรียบร้อย แม่ภูมิใจในตัวหนูมาก” “บอยยอดเยี่ยมมาก วันนี้กินข้าวเองหมดจานเลย”

ตัวอย่างคำชมที่ไม่เหมาะสม เช่น “ลูกเก่งมากที่กินข้าวหมดจาน แต่วันหลังกินอย่าให้หกเลอะเทอะอย่างนี้นะ” “บีเขียนหนังสือสวยขึ้นเยอะเลย หัดเขียนให้สวยๆ นะจะได้เก่งเหมือนพี่เอ”

10. การลงโทษ (Punishment) โดยทั่วไปไม่ควรใช้การลงโทษเป็นวิธีแรกหรือบ่อยๆ เพราะจะทำให้เด็กไม่เข้าใจ เสียความสัมพันธ์ต่อกันได้ ควรเลือกใช้วิธีลงโทษเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่รุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องหยุดพฤติกรรมนั้นทันที หรืออาจเคยใช้วิธีอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล การลงโทษอย่างรุนแรงบ่อยๆ โดยไม่มีเหตุผล นอกจากจะไม่ช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพและจิตใจของเด็กด้วย การลงโทษไม่จำเป็นต้องเป็นการดุว่า ตำหนิ หรือ การตีเสมอไป อาจใช้วิธีอื่นๆ แทนได้ เช่น การตัดสิทธิหรือรางวัล การจำกัดหรือกักบริเวณ การให้ออกกำลังกายเพิ่ม เป็นต้น

การประเมิน
ประเมินอาจารย์  อาจารย์สอนเข้าใจ
ประเมินเพื่อน    ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
ประเมินตนเอง   ตั้งใจฟัง  และให้ความร่วมมือ 


บันทึกที่5

 วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563
เวลาเรียน 13:30-16:30.

สัปดาห์นี้อาจารย์ให้นำงานที่สังไปสัปดาห์ที่แล้วมาส่ง
คือมายแมพเรื่อง สมรรถนะ 7 ด้านของเด็กปฐมวัย


เนื้อหาที่เรียนในวันนี้
วิธีการการศึกษาพฤติกรรมเด็กปฐมวัย         
การเสริมทักษะในด้านต่างๆนอกจากด้านการศึกษา เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับในปัจจุบัน เพื่อที่จะทำให้เด็กๆมีความสามารถหลากหลาย หรือเป็นการสนับสนุนสิ่งที่เด็กชอบหรือถนัด เช่น การวาดรูป เล่นดนตรี ร้องเพลง รำไทย เป็นต้น และยังมีสิ่งที่ช่วยเสริมทักษะด้านร่างกายสำหรับเด็กเล็ก เด็กอนุบาล นั่นคือการออกกำลังกาย การเล่นกีฬา ซึ่งกีฬาส่วนใหญ่ควรจะต้องฝึกฝนตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เช่น กอล์ฟ ฟุตบอล ยิมนาสติก ว่ายน้ำ โดยเฉพาะกีฬาว่ายน้ำนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังเป็นสิ่งสำคัญที่อาจจะทำให้เด็กๆสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ

 วิธีการที่ใช้ในการสังเกตพฤติกรรมเด็กปฐมวัย
    - การศึกษาแบบธรรมชาติ  
    - การรายงานผลตนเอง  
    - การศึกษาแบบคลินิก 
    - การศึกษาเชิงมนุษยวิทยา                                                   

การประเมิน
ประเมินอาจารย์ : ถ่ายทอดความรู้เป็นอย่างดี  
ประเมินเพื่อน : ตั้งใจเรียน
ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียนและรับฟังอาจารย์มอบหมายงาน

บันทึกครั้งที่4

วันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2563
เวลาเรียน 13:30-16:30น.


เนื้อหาที่เรียน

สมรรถนะทั้ง 7 ด้านของเด็กปฐมวัย
ความหมายสมรรถนะ คือ พฤติกรรมบ่งชี้ของแต่ละวัย (ช่วงอายุ) ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง
ตัวอย่าง การเคลื่อนไหวและการทรงตัว
 3 ปี  วิ่งและหยุดเองได้
 4 ปี  เดินต่อเท้าไปข้างหน้าโดยกางแขน
 5 ปี  เดินต่อเท้าไปข้างหลังโดยไม่กางแขน
ตัวอย่าง การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน
 3 ปี  พูดคุยและเล่นกับเพื่อนเด็กด้วยกัน
 4 ปี  ช่วยเหลือเพื่อน
 5 ปี ชวนเพื่อนมาเล่นด้วยกันโดยกำหนดสถานที่
ตัวอย่าง ความทรงจำ
3 ปี  ท่องคำคล้องจองสั้นๆได้
 4 ปี  บอกชื่อวันในหนึ่งสัปดาห์
 5 ปี  บอกหมายเลขโทรศัพท์ที่บ้านได้
ตัวอย่าง การคิดอย่างมีวิจารณญาณ
 3 ปี  แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ โดยการลองผิดลองถูก เช่น สวมรองเท้า ติดกระดุม
 4 ปี  แก้ปัญหาโดยใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น ใช้ไม้เขี่ยสิ่งของที่เอื้อมไม่ถึง
5 ปี  แก้ปัญหาได้หลายวิธีและรู้จักเลือกวิธีที่เหมาะสม

การประเมิน
ประเมินอาจารย์     อาจารย์สอนเข้าใจและอธิบายชัดเจน
ประเมินตนเอง       ตั้งใจฟังที่อาจารย์สอนและอธิบาย

ประเมินเพื่อน         ตั้งใจฟังอาจารย์และอาจารย์ถามช่วยกันตอบ


บันทึกครั้งที่3


วันศุกร์ที่24มกราคม 2563
เวลาเรียน 13:30-16:30น.


สัปดาห์นี้เรียนเรื่องพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
โดยอาจารย์ได้แจกคู่มือให้ดูเป็นตัวอย่าง




ความสำคัญ

1.พัฒนาการผิดปกติ
   -ถ้าพบเร็วแก้ไชได้เร็ว สามารถกลับมีพัฒนาการปกติได้ 
   -รายที่แก้ไขไม่ได้ หาทางให้มีพัฒนาการใกล้เคียงปกติมากที่สุด หรือส่งต่อ

2.พัฒนาการปกติ
   -ส่งเสริมให้มีพัฒนาการได้อย่างเต็มที่
แรกเกิด-อายุต่ำกว่า 1 เดือน 
     - มองหน้าสบตา 
     - ตอบสนองต่อเสียงพูด ทำเสียงในลำคอ

อายุ 1-2 เดือน
     - สนใจฟัง และมองหาเสียง ทำเสียงอูอา โต้ตอบ
     - มองหาสิ่งที่เคลื่อนไหว
     - ชันคอในท่าคว่ำ

อายุ 3-4 เดือน
     - หันหาเสียง
     - หัวเราะได้
     - ส่งเสียงอ้อแอ้โต้ตอบ
      - มองตามด้านหนึ่งสุดอีกด้านหนึ่ง
      - ท่าคว่ำใช้แขนยันชูคอ 90 องศา

อายุ 5-6 เดือน     - แสดงอารมณ์และท่าทาง เช่น ขัดใจ ดีใจ
     - หันตามเสียงเรียกชื่อ
     - ส่งเสียงสูง ต่ำ
     - คว้าของมือเดียว และเปลี่ยนมือถือของได้

อายุ 7-8 เดือน
     - ทำเสียงพยางค์เดียว เช่น จ๊ะ หม่ำ
     - มองตามของตก
     - นั่งทรงตัวได้เองโดยไม่ต้องใช้มือยัน

อายุ 9-10 เดือน
     - เล่นจ๊ะเอ๋
     - ใช้ท่าทางหรือการชี้บอกความต้องการ
     - ใช้นิ้วชี้และนิวหัวแม่มือหยิบของ
     - เกาะยืนและเหนี่ยวลุกตัวยืนจากท่านั่ง

อายุ 11-12 เดือน
     - เลียนแบบท่าทาง
     - เข้าใจเสียงห้ามและหยุดทำ
     - ยืนได้เองชั่วครู่ หรือตั้งไข่

อายุ 13-15 เดือน
     - ทำตามคำบอกง่ายๆ
     - พูดคำที่มีความหมายได้ 1-3 คำ
     - เดินได้เอง

อายุ 16-18 เดือน
     - รู้จักปฏิเสธ
     - ทำตามคำสั่งง่ายๆโดยการชี้อวัยวะ 1-2 ส่วน
     - วางของซ้อนกัน 2-3 ชั้น

อายุ 19-24 เดือน
     - คำพูดต่อกัน 2 คำอย่างมีความหมาย
     - เปิดหน้าหนังสือได้ทีลุะหน้า

อายุ 25-30 เดือน
     - พูดคุยโต้ตอบเป็นประโยคสั้นๆ
     - ชี้ หรือทำตามคำบอก เช่น ชี้อวัยวะอย่างน้อย 6 ส่วน
     - ขีดเขียนเป็นเส้นวนๆ

อายุ 31-36 เดือน
     - รู้จักรอคอย
     - บอกชื่อตนเองได้
     - เข้าใจเพศ ชาย-หญิง

อายุ 37-48 เดือน
     - บอกได้อย่างน้อย 1 สี
     - เขียนวงกลมตามแบบได้
     - พูด เล่าเรื่องให้คนอื่นเข้าใจเกือบทั้งหมด

อายุ 49-60 เดือน
     - เข้าใจ และอธิบายเหตุผลต่างๆ
     - นับและรู้จำนวน 1 -5 
     - บอกสีได้ 4 สี
     - วาดรูปคนอย่างง่ายๆ

อายุ 61-72 เดือน
     - รู้จักซ้าย ขวา ข้างบน     ข้างใต้ ข้างหลัง
     - รู้จำนวน 1-10 ชิ้น
     - วาดรูปสามเหลี่ยม

การประเมิน
ประเมินอาจารย์ ตั้งใจถ่ายทอดความรู้เป็นอย่างดี
ประเมินเพื่อน ตั้งใจเรียนพูดคุยกันเล็กน้อย
ประเมินตนเอง พูดคุยกะเพื่อนและเล่นโทรศัพท์


บันทึกครั้งที่2


วันศุกร์ที่ 17 มกราคม 2563
เวลาเรียน 13:30-16:30น.
  อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์  ตุ๊หมาด 



 พฤติกรรม มีความหมาย ใน 2 แง่
    1. การกระทำต่างๆ ซึ่งสิ่งมีชีวิตกระทำขึ้นและผู้อื่นสังเกตได้จากการกระทำนั้น เช่น หัวเราะ ร้องไห้
    2. กระบวนการต่างๆ ที่บุคคลปฏิบัติต่อสภาพแวดล้อมของบุคคลเหล่านั้นโดยมีวัตถุประสงค์อย่างใด            อย่างหนึ่ง และอยู่ภายใต้ความรู้สึก นึกคิด

ประเภทของฤติกรรม มี 2ประเภท 
1.พฤติกรรมภายนอก
 พฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) คือ การกระทำหรือปฏิกิริยาทางร่างกาย ที่ทั้งเจ้าตัวและบุคคลอื่น   สามารถสังเกต
 2.พฤติกรรมภายใน
 พฤติกรรมภายใน (Covert Behavior)  คือ กระบวนการที่เกิดขึ้นในตัวบุคคลจะโดยรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัวก็ตาม เป็นกระบวนการที่ไม่สามารถสังเกตได้และไม่สามารถใช้เครื่องมือวัดได้โดยตรง

การประเมิน
ประเมินอาจารย์  อาจารย์ค่อยๆสอนค่อยอธิบายเข้าใจง่าย
ประเมินเพื่อน เพื่อนตั้งใจฟัง มีพูดคุยบ้าง
ประเมินตนเอง ตั้งใจฟังอาจารย์ หยอกล้อเล่นกับเพื่อนบ้าง




วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

บันทึกอนุทินครั้งที่1


วันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2563
เวลาเรียน 13:30-16:30น.
 อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์    ตุ๊หมาด



วันนี้เป็นสัปดาห์แรกในการเรียนวิชาการศึกษาพฤติกรรมเด็ฏปฐมวัย
อาจารย์ก็ได้แจกใบปั้มเช่นเคย เพื่อเช็คคการเข้าเรียนใครมาเร็ว ใครมาสาย
ต่อมาก็ได้อธิบายรายละเอียดคร่าวๆของรายวิชานี้ หลังจากนั้นจึงเล่นเกมแบบทดสอบก่อนเรียน
ใครได้คะแนนเยอะสุดได้รับของราวัลเล็กๆน้อยๆจากอาจารย์ 

การประเมิน
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์น่ารักเป็นกันเอง ให้คำปรึกษาและอธิบายรายละเอียดต่างๆเป็นอย่างดี
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆตั้งใจเรียนและตั้งใจฟังอาจารย์
ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียนและรับฟังรายละเอียก


วิทย์